เด็กเร่ร่อน เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ซึ่งจะพบเห็นเด็กเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ริมถนนและสถานที่สาธารณะต่างๆเสมือน “บ้าน” เป็นแหล่งพักพิงทั้งด้านกายภาพและด้านจิตใจ ไม่อยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เด็กเร่ร่อนจึงถูกมองว่าเป็น “ปัญหา”หนึ่งของสังคมที่ต้องการได้รับการแก้ไข
ปัญหาเด็กเร่ร่อนเป็นปัญหาที่มีมานาน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เป็นปัญหาสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ สำหรับเด็กเร่ร่อนในประเทศไทยนั้นพบว่า กรุงเทพมหานครมีจำนวนเด็กเร่ร่อนมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้คนสัญจรไปมามาก ตามที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น ตลาด สถานีขนส่ง เป็นต้น เช่นเดียวกับแหล่งชุมชนเมืองอื่นๆในต่างจังหวัดเช่น พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น ความเป็นเมืองคือส่วนหนึ่งที่ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิตริมถนนของเด็กเร่ร่อน สาเหตุที่ทำให้เด็กเหล่านี้ออกมาเร่ร่อน ได้แก่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาจากโรงเรียน และปัญหาที่เกิดจากนายหน้าและเพื่อน เด็กเร่ร่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังชีพอยู่ได้ด้วยการขอทาน การเก็บขยะขายบ้าง หรือแม้กระทั่งหาอาหารจากของเหลือของผู้อื่น แหล่งชุมชนเมืองซึ่งมีคนอาศัยอยู่หนาแน่นจึงเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของการอยู่อาศัยที่ริมถนน ที่ซึ่งเด็กจะได้รับความเมตตา สงสาร และสรรหาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ต้องการได้สะดวก
แต่ในขณะเดียวกันการปรากฏตัวและอยู่อาศัยที่ริมถนนนั้นถูกมองจากสังคมโดยรวมว่าเป็นความระเกะระกะตา สกปรก ไม่มีระเบียบเรียบร้อยสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้สังคมด้วยความประพฤติออกนอกลู่นอกทางและเป็นผู้มีแนวโน้มที่จะกระทำผิดในลักษณะต่างๆซึ่งจะเป็นภัยต่อสังคม หลายครั้งที่เด็กเร่ร่อนตกอยู่ในฐานะ “จำเลย” ดังข้อความที่ปรากฎอยู่ในสื่อหนังสือพิมพ์ “เด็กเร่ร่อน ไม่ว่าจะเร่ร่อนเพราะถูกครอบครัวทอดทิ้งมาตั้งแต่ต้น หรือเป็นเด็กที่หนีออกจากครอบครัวก็ตาม จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะหนีไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นเด็กเร่ร่อนเช่นเดียวกัน ในที่สุดก็หนีไม่พ้นการใช้ยาเสพติดและการกระทำที่ผิดกฎหมายในที่สุด” ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนในสังคมได้ จึงทำให้เกิดมาตรการการควบคุมดูแลโดยการกวาดจับเด็ก และกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ริมถนนเพื่อความสวยงามเรียบร้อยของเมืองและสร้างความปลอดภัยให้กับคนในสังคม การปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะต่างๆนี้ สืบเนื่องมาจากวิธีคิดที่สังคมมองว่า เด็กอยู่ในฐานะ “ทรัพยากร” “ความหวัง”และ “อนาคต” ของสังคมรวมถึงอนาคตของการเป็นพลเมืองดีของชาติ ดังนั้นสังคมจึงได้สร้างกรอบและโลกของการเจริญเติบโตของเด็กให้อยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง การดำเนินชีวิตอยู่บนท้องถนน เด็กเร่ร่อนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายอาทิ เพื่อน ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ และครูข้างถนน ซึ่งระดับความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้มีทั้งในลักษณะที่พึ่งพาอาศัย ขอความช่วยเหลือ ช่วยแก้ไขปัญหา และพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ครูข้างถนนเป็นกลุ่มที่เด็กเร่ร่อนให้ความไว้วางใจมากที่สุด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสงเคราะห์ เป็นกลุ่มที่เด็กเร่ร่อนจะพยายามหนีออกห่างให้มากที่สุด
สาเหตุของการเกิดปัญหาเด็กเร่ร่อน อาจเกิดได้หลายปัจจัยแบ่งได้ดังนี้
ปัจจัยที่ 1 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เด็กที่เป็นกรณีศึกษาทั้งหมดเป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด และส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ความยากจนของครอบครัวส่งผลให้เด็กไม่ได้รับสวัสดิการตามที่ต้องการอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เด็กต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนต้องการด้วยตนเอง โดยทางเลือกคือ การออกจากบ้านมาเร่ร่อน เพื่อทำอาชีพเลี้ยงตัวเอง และในบางรายพ่อแม่ของเด็กเอง คือ ผู้ที่ส่งให้เด็กออกมาประกอบอาชีพเพื่อนำรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ซึ่งนั่นเองคือ จุดเริ่มต้นให้เด็กออกมาเร่ร่อน
ปัจจัยที่ 2 ปัญหาครอบครัว พบว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้างของพ่อแม่ การใช้ความรุนแรง การทะเลาะกัน การแต่งงานใหม่ของพ่อแม่ฯลฯ ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ต่างสร้างความกดดันให้เด็ก ดึงความสนใจของพ่อแม่ไปจากตัวเด็ก ทำให้เด็กขาดความรักความอบอุ่นเด็กจึงต้องออกมาเร่ร่อน เพื่อให้พ้นจากสภาพความอึดอัดดังกล่าว จึงต้องยอมรับว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กออกมาเร่ร่อนปัญหาหนึ่ง
ปัจจัยที่ 3 ปัญหาจากตัวเด็กเอง เด็กวัยรุ่นกำลังอยากรู้อยากเห็น และอยากลอง ต้องการความเป็นอิสระ ต้องการหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ ชอบฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ รวมทั้งต้องการมีกลุ่ม มีพวกพ้องเพราการมีพวกพ้องเป็นวิถีให้เด็กได้รับตอบสนองความต้องการหลายประการ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นใจ การได้รับการยกย่อง ความรู้สึกว่ามีผู้เข้าใจตน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับตน จึงเป็นผลให้เด็กเลือกใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านกับเพื่อนมากกว่าอยู่กับพ่อแม่และรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำสิ่งต่างๆตามความต้องการของพ่อแม่
ปัจจัยที่ 4 ปัญหาจากโรงเรียน ปัญหาจากโรงเรียนเป็นตัวผลักดันให้ออกมาเร่ร่อนด้วย โดยเด็กกล่าวว่า บางครั้งถูกครูลงโทษโดยไม่มีเหตุผล ถูกทำให้ได้รับความอับอายที่โรงเรียน ถูกประณามว่าเป็นเด็กไม่ดี เป็นคนเลว ทำให้เด็กต้องการเป็นคนเลวไปจริงๆ ไม่สมควรที่จะเรียนหนังสือ หรืออยู่บ้านอีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้เด็กหนีออกมาเร่ร่อน
ผลกระทบต่อสังคม
1.ด้านการศึกษา ซึ่งจะเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางการศึกษาเพราะเด็กเร่ร่อนมีเป็นจำนวนมากจากซึ่งในข้อมูลประมาณ30,000คน เป็นเด็กเร่ร่อนไม่ได้เข้าเรียนหนังสือหรือเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ทำให้เด็กที่กลายเป็นเด็กเร่ร่อนนั้นไม่ได้รับการศึกษาอย่างดีเท่าที่ควร
2.ด้านสิทธิและเสรีภาพ ปัญหาเด็กถูกละเมิดสิทธิ เด็กถูกทารุณ ถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ เด็กถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งพบว่าเด็กที่ถูกกระทำจะมีอายุน้อยลง การละเมิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น ปัญหาแรงงานเด็กพบว่าปัจจุบันมีเด็กถูกใช้แรงงาน ปัญหาโสเภณีเด็กซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชายจากการสำรวจข้อมูลผู้ให้บริการทางเพศทั่วประเทศพบว่ามีแนวโน้มว่าเด็กผู้ชายจะขายบริการทางเพศเพิ่มขึ้น
3.ด้านสังคม การใช้ยาเสพติด เด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ยาเสพติด ทั้งกาว ยาบ้า กัญชา หรือ แม้กระทั่ง เฮโรอีน มาก่อนที่จะทำอาชีพนี้ ทั้งโดยเพื่อนชักชวน และ ความอยากลองของตนเอง ทั้งๆที่เด็กทราบถึงผลร้ายของสารเสพติดเป็นอย่างดีการลักขโมย ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งเด็กเร่ร่อนเหล่านี้ก็ต้องการอาหารซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยมาสู่การเป็นขโมยได้
แนวทางการแก้ไขปัญหา
เนื่องจากปัญหาเด็กเร่ร่อนเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของสังคม ซึ่งเกิดมาจากหลายๆสาเหตุแต่สาเหตุใหญ่ๆที่เรารู้จักกันดีนั้นคือ เริ่มมาจากจุดเล็กๆในสังคมที่เรียกว่าครอบครัว ทั้งปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาเด็กกำพร้า ซึ่งโยงใยด้วยเหตุผลหลายๆประการ ทั้งจากการว่างงานของผู้นำในครอบครัว จากปัญหาเศรษฐกิจที่มักไม่คงที่คงตัว และปัญหาสังคมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าหากเราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาเด็กเร่ร่อนนี้ เราต้องเริ่มจากการมีครอบครัวที่ดีเสียก่อน เราต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวต้องใส่ใจ รัก และดูแลซึ่งกันและกัน แม้บางครอบครัวจะขาดพ่อหรือแม่ไปคนใดคนหนึ่ง แต่หากบุคคลที่เหลืออยู่ให้ความรักความอบอุ่น เป็นได้ทั้งพ่อและแม่ให้แก่ลูกนั้น ปัญหาเด็กเร่ร่อนนี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาในสังคมได้เลย
เด็กเร่ร่อน ปัญหาที่ดูคล้ายจะไกลตัวแต่แท้ที่จริงเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นใครในชุมชน ในสังคม ต่างก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้ป้องกันการเร่รอนของเด็ก หรือจะกลายเป็นผู้ผลักดันผลักไสเด็กให้ออกมาสู่ถนนเพื่อเป็นเด็กเร่ร่อน หากช่วยเหลือพวกเขาได้แม้เพียงนิดก็แสดงน้ำใจหน่อยเถิดครับ ถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกันเนอะ
อ้างอิง

เห็นเด็กเหล่านี้แล้วก็นึกว่า ทำไมภาครัฐแก้ปัญหานี้ไม่ได้สักที
ตอบลบ