วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

TOKYO SONATA…..วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ

 


  
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์
                การที่เราแต่ละคนมีปัญหา ไม่ได้แปลว่า ถ้ากลับเข้าบ้านปัญหาของเราจะกลายมาเป็น ปัญหาของครอบครัว เสมอไป เพราะปัญหาของครอบครัว เกิดจากปัญหาของความสัมพันธ์ระหว่างของคนในครอบครัว ไม่ใช่ปัญหาของตัวบุคคล  ดังนั้นถ้าเจอปัญหาการสื่อสารและเปิดอกคุยกันของคนในครอบครัวถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อช่วยกันหาทางออกแล้ววางแผนแก้ปัญหา ปัญหาครอบครัวก็จะไม่เกิด  แต่อย่างน้อยๆภาพยนตร์ มันทำให้ฉันพอจะรู้คะว่า "การเปลี่ยนแปลงเพื่อความสุข" มันทำได้จริงๆ และการ "ยอมรับ" ของเราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่มันควรจะเป็น ดันทุรัง กลัวเสียหน้า แล้วเก็บงำ เห็นมาเยอะแล้วค่ะว่า สุดท้ายมันก็ไปไม่รอด สู้เราเปิดอกยอมรับมัน เรายังพอสามารถจะมีกำลังแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นคะ
ทฤษฎีสังคม
                ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory) เป็นแนวความคิดที่มีข้อสมมุติฐานที่ว่า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกันในการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก มีนักสังคมวิทยาหลายท่านที่ใช้ทฤษฎีความขัดแย้งอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
                ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority) คือ คนที่มีอำนาจสามารถไล่พ่อออกจากที่ทำงานได้ เนื่องจากมีคนที่มีความสามารถกว่ามาทำงานนั้นแทนเพื่อผลประโยชน์ที่ได้รับมากกว่า พี่ชายคนโตที่มีอุดมการณ์เป็นทหารญี่ปุ่นไปร่วมรบในกองทัพสหรัฐ ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่มีทหารญี่ปุ่นไปร่วมรบเลย หรือแม้แต่ความขัดแย้งกันในครอบครัวที่พ่อใช้อำนาจของตนตัดสินทุกคนในครอบครัวนำไปสู่ปัญหาครอบครัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่าความขัดแย้งอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่นำไปสู่ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นได้
หากเป็นพ่อ
                ฉันจะสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวโดยการพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวบ้าง เพื่อแสดงถึงความห่วงใยที่ตัวเองมีต่อสมาชิกในครอบครัว รับรู้ถึงความต้องการของคนในครอบครัวอย่างมีเหตุผล  และแยกให้ออกระหว่าง "ศักดิ์ศรี" กับ "ความจริง" ไม่ยึดติดที่ว่าตัวเองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านเป็นเสาหลักปกป้องครอบครัว กับศักดิ์ศรีของความเป็นพ่อ ผู้หารายได้ให้ครอบครัว รับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้ว่าตนเองถูกเชิญให้ออกจากงานโดยไม่ทันตั้งตัว การหางานใหม่ที่ดีอย่างงานเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ เราอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักเหมือนเดิมแต่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับงานใหม่ที่เราได้รับแค่นี้ก็ทำให้เราทุกข์น้อยลงได้ และเลือกที่จะบอกปัญหาของตนเองให้กับภรรยารับรู้เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและให้กำลังใจกัน
หากเป็นแม่
                หน้าที่ของคนเป็นแม่ในภาพยนตร์ดูเป็นแม่บ้านที่สมบูรณ์มากที่เอาใจใส่สามี และลูกๆเป็นอย่างดี ดูเป็นความอบอุ่นเดียวภายในบ้านที่เหลืออยู่ แต่แม่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ถ้าดิฉันเป็นแม่ก็คงอยากทำหน้าที่แม่บ้านที่ดีอย่างนี้ มีความเข้มแข็ง แต่จะสร้างความเข้าใจให้กับคนในครอบครัวให้มากกว่านี้โดยเฉพาะกับผู้เป็นสามี จะไม่นิ่งเงียบทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นที่เห็นสามีที่โรงทานแต่จะถามสามีให้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  
หากเป็นพี่คนโต 
                ดิฉันจะนึกถึงหน้าที่ของความเป็นลูกให้มากที่สุด แม้ทัศนคติของตนจะไม่ตรงกับคนเป็นพ่อที่ชอบออกคำสั่งต่อทางเดินชีวิตของตัวเอง แต่ก็ต้องนึกถึงว่าคนที่ห่วงใยเรามากที่สุดก็คือพ่อแม่เรา จะไม่ไปเป็นทหารที่นึกถึงอุดมการณ์ของตนเองเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่พอแล้วหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือต้องดูแลพ่อแม่และน้องของตนเองไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเองทำตามความต้องการของตัวเองอย่างเดียว
หากเป็นน้องคนเล็ก
                ดิฉันว่านิสัยของน้องคนเล็กกับดิฉันคล้ายๆกันตอนเป็นเด็ก ด้วยความที่เป็นน้องคนเล็กเป็นเด็กที่ต้องการความยุติธรรม ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าพูดและทำอะไรแล้วจะโผงผางตรงไปตรงมาเมื่ออยากเรียนเปียโนก็บอกพ่อตรงๆแต่กลับถูกสั่งห้ามและต่อว่า  ดิฉันก็จะแอบเอาเงินค่าอาหารกลางวันประจำเดือนที่ต้องไปจ่ายให้โรงเรียน ไปสมัครเรียนเปียโนอย่างลับๆ โดยไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้เหมือนกัน  แล้วค่อยมาบอกกับแม่ทีหลัง
หากเป็นตนเอง
                บางครั้งหน้าที่ที่ฉันได้รับนั่นคือการเรียนที่ต้องไกลบ้าน อาจทำให้ฉันมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวน้อยลง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของฉันดูหดหู่  แห้งแล้งเหมือนในภาพยนตร์ เพราะฉันคิดว่าความรักที่พ่อแม่มีให้ฉัน และหน้าที่ของความเป็นลูกที่ฉันมีให้พ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งฉันอาจมีปัญหาในหลายเรื่องก็มีคนในครอบครัวให้คำปรึกษาและเป็นคำปรึกษาที่ดีมากๆ อย่าถือทิฐฐิที่มันกินไม่ได้ การพูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกันในครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญ
ข้อคิด
                อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ศักดิ์ศรี คือ การมีหน้ามีตา คือ การที่ไม่สามารถทำงานที่ตกต่ำกว่าเดิม แต่ ศักดิ์ศรีที่แท้ คือ การที่เราเคารพตัวเองและผู้อื่น เคารพในงานที่ตัวเองทำ และ ไม่ทำสิ่งผิดให้ต้องละอายใจ  ยังมีอีกหลายๆสิ่งที่สำคัญกว่า การรักษาหน้านั่นคือ การรักษาครอบครัว

คำถาม
                สังคมมนุษย์ในอนาคตจะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเย็นชา น่าอึดอัดเหมือนสภาพสังคมญี่ปุ่น ในTokyo Sonata หรือไม่

 
อ้างอิง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=12-2008
http://www.huso.buu.ac.th/cai/Sociology/225101/Lesson3

    

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาเด็กเร่ร่อน



                เด็กเร่ร่อน เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ซึ่งจะพบเห็นเด็กเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ริมถนนและสถานที่สาธารณะต่างๆเสมือน บ้านเป็นแหล่งพักพิงทั้งด้านกายภาพและด้านจิตใจ ไม่อยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เด็กเร่ร่อนจึงถูกมองว่าเป็น ปัญหาหนึ่งของสังคมที่ต้องการได้รับการแก้ไข
                ปัญหาเด็กเร่ร่อนเป็นปัญหาที่มีมานาน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เป็นปัญหาสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ สำหรับเด็กเร่ร่อนในประเทศไทยนั้นพบว่า กรุงเทพมหานครมีจำนวนเด็กเร่ร่อนมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้คนสัญจรไปมามาก ตามที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น ตลาด สถานีขนส่ง เป็นต้น เช่นเดียวกับแหล่งชุมชนเมืองอื่นๆในต่างจังหวัดเช่น พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น ความเป็นเมืองคือส่วนหนึ่งที่ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิตริมถนนของเด็กเร่ร่อน  สาเหตุที่ทำให้เด็กเหล่านี้ออกมาเร่ร่อน ได้แก่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาจากโรงเรียน และปัญหาที่เกิดจากนายหน้าและเพื่อน เด็กเร่ร่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังชีพอยู่ได้ด้วยการขอทาน การเก็บขยะขายบ้าง  หรือแม้กระทั่งหาอาหารจากของเหลือของผู้อื่น  แหล่งชุมชนเมืองซึ่งมีคนอาศัยอยู่หนาแน่นจึงเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของการอยู่อาศัยที่ริมถนน ที่ซึ่งเด็กจะได้รับความเมตตา สงสาร และสรรหาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ต้องการได้สะดวก 
                แต่ในขณะเดียวกันการปรากฏตัวและอยู่อาศัยที่ริมถนนนั้นถูกมองจากสังคมโดยรวมว่าเป็นความระเกะระกะตา สกปรก ไม่มีระเบียบเรียบร้อยสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้สังคมด้วยความประพฤติออกนอกลู่นอกทางและเป็นผู้มีแนวโน้มที่จะกระทำผิดในลักษณะต่างๆซึ่งจะเป็นภัยต่อสังคม หลายครั้งที่เด็กเร่ร่อนตกอยู่ในฐานะ จำเลยดังข้อความที่ปรากฎอยู่ในสื่อหนังสือพิมพ์   เด็กเร่ร่อน ไม่ว่าจะเร่ร่อนเพราะถูกครอบครัวทอดทิ้งมาตั้งแต่ต้น หรือเป็นเด็กที่หนีออกจากครอบครัวก็ตาม จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะหนีไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นเด็กเร่ร่อนเช่นเดียวกัน ในที่สุดก็หนีไม่พ้นการใช้ยาเสพติดและการกระทำที่ผิดกฎหมายในที่สุดก่อให้เกิดอันตรายต่อคนในสังคมได้ จึงทำให้เกิดมาตรการการควบคุมดูแลโดยการกวาดจับเด็ก และกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ริมถนนเพื่อความสวยงามเรียบร้อยของเมืองและสร้างความปลอดภัยให้กับคนในสังคม  การปฏิบัติต่อเด็กในลักษณะต่างๆนี้ สืบเนื่องมาจากวิธีคิดที่สังคมมองว่า เด็กอยู่ในฐานะ ทรัพยากร” “ความหวังและอนาคตของสังคมรวมถึงอนาคตของการเป็นพลเมืองดีของชาติ ดังนั้นสังคมจึงได้สร้างกรอบและโลกของการเจริญเติบโตของเด็กให้อยู่ในวิถีทางที่ถูกต้อง   การดำเนินชีวิตอยู่บนท้องถนน เด็กเร่ร่อนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายอาทิ เพื่อน ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ และครูข้างถนน ซึ่งระดับความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้มีทั้งในลักษณะที่พึ่งพาอาศัย ขอความช่วยเหลือ ช่วยแก้ไขปัญหา และพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ครูข้างถนนเป็นกลุ่มที่เด็กเร่ร่อนให้ความไว้วางใจมากที่สุด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสงเคราะห์ เป็นกลุ่มที่เด็กเร่ร่อนจะพยายามหนีออกห่างให้มากที่สุด
สาเหตุของการเกิดปัญหาเด็กเร่ร่อน อาจเกิดได้หลายปัจจัยแบ่งได้ดังนี้
                ปัจจัยที่ 1 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ  เด็กที่เป็นกรณีศึกษาทั้งหมดเป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด และส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ความยากจนของครอบครัวส่งผลให้เด็กไม่ได้รับสวัสดิการตามที่ต้องการอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เด็กต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนต้องการด้วยตนเอง โดยทางเลือกคือ การออกจากบ้านมาเร่ร่อน เพื่อทำอาชีพเลี้ยงตัวเอง และในบางรายพ่อแม่ของเด็กเอง คือ ผู้ที่ส่งให้เด็กออกมาประกอบอาชีพเพื่อนำรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ซึ่งนั่นเองคือ จุดเริ่มต้นให้เด็กออกมาเร่ร่อน
                ปัจจัยที่ 2 ปัญหาครอบครัว พบว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้างของพ่อแม่ การใช้ความรุนแรง การทะเลาะกัน การแต่งงานใหม่ของพ่อแม่ฯลฯ ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ต่างสร้างความกดดันให้เด็ก ดึงความสนใจของพ่อแม่ไปจากตัวเด็ก ทำให้เด็กขาดความรักความอบอุ่นเด็กจึงต้องออกมาเร่ร่อน เพื่อให้พ้นจากสภาพความอึดอัดดังกล่าว จึงต้องยอมรับว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กออกมาเร่ร่อนปัญหาหนึ่ง           
                ปัจจัยที่ 3 ปัญหาจากตัวเด็กเอง เด็กวัยรุ่นกำลังอยากรู้อยากเห็น และอยากลอง ต้องการความเป็นอิสระ ต้องการหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ ชอบฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆ รวมทั้งต้องการมีกลุ่ม มีพวกพ้องเพราการมีพวกพ้องเป็นวิถีให้เด็กได้รับตอบสนองความต้องการหลายประการ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นใจ การได้รับการยกย่อง ความรู้สึกว่ามีผู้เข้าใจตน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับตน จึงเป็นผลให้เด็กเลือกใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านกับเพื่อนมากกว่าอยู่กับพ่อแม่และรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำสิ่งต่างๆตามความต้องการของพ่อแม่
                ปัจจัยที่ 4 ปัญหาจากโรงเรียน ปัญหาจากโรงเรียนเป็นตัวผลักดันให้ออกมาเร่ร่อนด้วย โดยเด็กกล่าวว่า บางครั้งถูกครูลงโทษโดยไม่มีเหตุผล ถูกทำให้ได้รับความอับอายที่โรงเรียน ถูกประณามว่าเป็นเด็กไม่ดี เป็นคนเลว ทำให้เด็กต้องการเป็นคนเลวไปจริงๆ ไม่สมควรที่จะเรียนหนังสือ หรืออยู่บ้านอีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้เด็กหนีออกมาเร่ร่อน
ผลกระทบต่อสังคม
   1.ด้านการศึกษา  ซึ่งจะเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางการศึกษาเพราะเด็กเร่ร่อนมีเป็นจำนวนมากจากซึ่งในข้อมูลประมาณ30,000คน เป็นเด็กเร่ร่อนไม่ได้เข้าเรียนหนังสือหรือเรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ทำให้เด็กที่กลายเป็นเด็กเร่ร่อนนั้นไม่ได้รับการศึกษาอย่างดีเท่าที่ควร
  2.ด้านสิทธิและเสรีภาพ ปัญหาเด็กถูกละเมิดสิทธิ เด็กถูกทารุณ ถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ เด็กถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งพบว่าเด็กที่ถูกกระทำจะมีอายุน้อยลง การละเมิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น ปัญหาแรงงานเด็กพบว่าปัจจุบันมีเด็กถูกใช้แรงงาน ปัญหาโสเภณีเด็กซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชายจากการสำรวจข้อมูลผู้ให้บริการทางเพศทั่วประเทศพบว่ามีแนวโน้มว่าเด็กผู้ชายจะขายบริการทางเพศเพิ่มขึ้น
   3.ด้านสังคม การใช้ยาเสพติด เด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ยาเสพติด ทั้งกาว ยาบ้า กัญชา หรือ แม้กระทั่ง เฮโรอีน มาก่อนที่จะทำอาชีพนี้ ทั้งโดยเพื่อนชักชวน และ ความอยากลองของตนเอง ทั้งๆที่เด็กทราบถึงผลร้ายของสารเสพติดเป็นอย่างดีการลักขโมย ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งเด็กเร่ร่อนเหล่านี้ก็ต้องการอาหารซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยมาสู่การเป็นขโมยได้
แนวทางการแก้ไขปัญหา
เนื่องจากปัญหาเด็กเร่ร่อนเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของสังคม ซึ่งเกิดมาจากหลายๆสาเหตุแต่สาเหตุใหญ่ๆที่เรารู้จักกันดีนั้นคือ เริ่มมาจากจุดเล็กๆในสังคมที่เรียกว่าครอบครัว ทั้งปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาเด็กกำพร้า ซึ่งโยงใยด้วยเหตุผลหลายๆประการ ทั้งจากการว่างงานของผู้นำในครอบครัว จากปัญหาเศรษฐกิจที่มักไม่คงที่คงตัว และปัญหาสังคมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าหากเราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาเด็กเร่ร่อนนี้ เราต้องเริ่มจากการมีครอบครัวที่ดีเสียก่อน เราต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวต้องใส่ใจ รัก และดูแลซึ่งกันและกัน แม้บางครอบครัวจะขาดพ่อหรือแม่ไปคนใดคนหนึ่ง แต่หากบุคคลที่เหลืออยู่ให้ความรักความอบอุ่น เป็นได้ทั้งพ่อและแม่ให้แก่ลูกนั้น ปัญหาเด็กเร่ร่อนนี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาในสังคมได้เลย
เด็กเร่ร่อน ปัญหาที่ดูคล้ายจะไกลตัวแต่แท้ที่จริงเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นใครในชุมชน ในสังคม ต่างก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้ป้องกันการเร่รอนของเด็ก หรือจะกลายเป็นผู้ผลักดันผลักไสเด็กให้ออกมาสู่ถนนเพื่อเป็นเด็กเร่ร่อน หากช่วยเหลือพวกเขาได้แม้เพียงนิดก็แสดงน้ำใจหน่อยเถิดครับ ถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกันเนอะ


อ้างอิง